Close

เมษายน 26, 2017

มารู้จักกับสมุนไพรพลูคาวหรือคาวทองกันเถอะ

พลูคาวหรือผักคาวทอง เป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 15-30 ซม. ลำต้นกลม สีเขียว รากแตกออกตามข้อ มีกลิ่นคาวทั้งต้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านบนของใบเป็นสีเขียวเข้ม ด้านล่างออกสีม่วง ก้านใบยาวและโคนเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบ ที่โคนช่อดอก ปลายมน ดอกเล็กจำนวนมาก สีขาวยออกเหลือง ผล เป็นผลแห้ง แตกออกได้ เมล็ดรี

คาวทองเป็นยาสมุนไพรทั้งต้น เก็บในฤดูร้อน และฤดูหนาว ถอนทั้งต้นและราก ล้างให้สะอาด ตากแห้งเก็บไว้ใช้ ช่อดอก ดอกย่อย ช่อดอกแก่ ผล เมล็ด

ผักคาวทองชื่อพื้นเมืองอื่นๆอีกได้แก่: คาวตอง (ลำปาง,อุดร) คาวทอง (มุกดาหาร,อุตรดิตถ์) ผักก้านตอง (แม่ฮ่องสอน) ผักเข้าตอง,ผักคาวตอง ผักคาวปลา (ภาคเหนือ) พลูคาว (ภาคกลาง) กระจายพันธุ์ในอินโดจีน, จีน, ประเทศไทยพบตามที่ชื้นแฉะริมน้ำทางภาคเหนือหรือปลูกไว้เป็นยาหรืออาหาร

การใช้ประโยชน์

ทั้งต้น รสฉุน เย็นจัด ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ ฝีบวมอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอ บิด โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หูชั้นกลางอักเสบ และริดสีดวงทวาร ถ้ารับประทานมากเกินไปจะทำให้หายใจสั้นและถี่ อาจเป็นอันตรายได้

ต้นสด ใช้ภายนอก พอกฝี บวมอักเสบ บาดแผล โรคผิวหนัง ดากออก งูพิษกัด และช่วยทำให้กระดูกเชื่อมติดกันเร็วขึ้น

ใบสด ผิงไฟพอนิ่ม ใช้พอกเนื้องอกต่างๆ ใบสดใช้ป้องกันปลาเน่าเสีย ต้มน้ำรดต้นฝ้าย ข้าวสาลี และข้าว ป้องกันพืชเป็นโรคเหี่ยวเฉาตาย พืชนี้ใช้รับประทานเป็นยาระบาย ขับพยาธิ แก้ไข้ อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ออกหัด

ดอก ใช้ขับทารกที่ตายในท้อง

ใช้พืชนี้ต้มรับประทานติดต่อกันเป็นประจำ แก้โรคน้ำกัดเท้า อาจรับประทานน้ำต้มจากพืชอย่างเดียวหรือผสมวิตามินเอและวิตามินรวมด้วย ได้มีการขอจดทะเบียนสิทธิบัตรตำรับยานี้ นอกจากนี้มีผู้ขอจดทะเบียนสิทธิบัตรเครื่องสำอางโดยใช้น้ำมันจากผักคาวทองเป็นครีม ทาแก้ผิวหนังหยาบกร้าน และใช้ป้องกันผิวหนังแตกเป็นร่อง

ในเนปาลใช้ลำต้นใต้ดิน ในตำรับยาที่เกี่ยวกับโรคของสตรี ใช้ทั้งต้นเป็นยาช่วยย่อย บรรเทาอาการอักเสบ และขับระดู ใบใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง แก้บิด และริดสีดวงทวาร ในตำรายาจีนเรียกอวี่ซิงเฉ่า (ภาษาจีนกลาง) หรือ ฮื่อแชเฉ่า (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) ลำต้นใช้เป็นยาช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ช่วยต้านแบคทีเรีย

จากผลงานวิจัยของทีมงานของอาจารย์คณะแพทย์ ที่ม.เชียงใหม่ และม.ขอนแก่น พบว่าสารพฤกษเคมีที่อยู่ในคาวทอง ช่วยกำหนดระบบนิเวศวิทยาในขบวนการหมักแบบชีวภาพ ทำให้ได้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์หรือโพรไบโอติกส์ที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายกลุ่มแลคโตบาซิลลัสหรือยีสต์ ที่มีโครงสร้างผนังเซลล์เป็นน้ำตาลเชิงซ้อนชนิดเบต้ากลูแคนซึ่งสามารถกระตุ้นไขกระดูกให้ผลิตเซลล์ต้นกำเนิดได้ การทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า โพลีนิวคลิโอไทด์จากแลคโตบาซิลลัสสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลอง(หนู)ได้ใน 10 วัน พลาสมาของหนูทดลองดังกล่าวสามารถฆ่าเชื้อก่อโรคได้หลายชนิดเช่น Burkholderia pseudomallei, Shigella flexneri, Salmonella group B, Staphylococcus aureus และ Group A streptococci ได้ดีมาก ผลของการทดทองในผู้ติดเชื้อ HIV ก็สามารถทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสามารถใช้คาวทองที่ผ่านกรรมวิธีการหมักแบบชีวภาพ ควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์เช่นเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้น้อย อาเจียน ผมร่วงหรืออ่อนเพลียน้อยลง การที่สมุนไพรคาวทองกำหนดการเกิดขึ้นของสารเบต้ากลูแคนในขบวนการหมัก ทำให้ได้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติบำรุงสุขภาพองค์รวมดีกว่าใช้สมุนไพรคาวทองแบบธรรมชาติเดิมแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดให้ออกมาไหลเวียนในกระแสเลือดมากขึ้น จึงช่วยให้ร่างกายอ่อนวัยและฟื้นคืนจากโรคเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆได้

ในประเทศจีนมีการใช้พลูคาวเป็นส่วนผสมตำรับยาต้าน Influenza virus เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาอาการของโรคที่เกิดจากไวรัสในไก่ โดยใช้ผสมในอาหารหรือน้ำดื่มที่ใช้เลี้ยงไก่ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมในตำรับยารับประทานสำหรับลดไข้ รักษาโรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง เป็นส่วนประกอบในตำรับยาใช้รักษาการติดเชื้อเฉียบพลัน หวัด ไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อทางเดินหายใจ เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้นใช้ทารักษาโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ และปอดอักเสบในเด็ก

ล่าสุดได้มีการศึกษาคุณสมบัติของพลูคาว ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าสามารถนำมาพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ได้หรือไม่ เชื่อว่าจะสามารถต้านเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเชื้อ HIV

การประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์

โรคทางเดินหายใจอักเสบ
โรคหลอดลมขยายตัวมากเกินไป
โรคไอกรน
อาการคั่งน้ำในอกจากโรคคมะเร็ง
ป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัด
โรคท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
โรคตับอักเสบชนิดดีซ่าน
อาการไตผิดปกติ
รักษาแผลอักเสบคอมดลูก
การอักเสบบริเวณกระดูกเชิงกราน
การอักเสบชนิดธรรมดาบริเวณแก้วตา
โรคหัด
โรคต่อมทอนซิลอักเสบจากการระบาด
ที่มา
https://th.wikipedia.org/wiki/คาวทอง

 โพรแลค และ IRF กับ 4 ผลงานเด่นด้านสุขภาพจาก ม.ขอนแก่น

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมหวังปั่นนักวิจัยปริญญาโทปริญญาเอกสู่ภาคอุตสาหกรรม เปิดตัวผลงานในมือที่ทำสำเร็จแล้วพร้อมขยายสู่การผลิตทันที เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการวิจัยเชิงสตาร์ทอัพ รศ.ดร.ประเสริญ ภวสันต์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย เปิดเผยในระหร่างนำคณะสื่อมวลชนเปิดตัว 4 ผลงานเด่นด้านสุขภาพ ภายใต้โครงการทุนนักวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมหรือ Industrial-academic Research Fellowship Program (IRF)

ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่นว่า IRF เป็นทุนสนับสนุนนักวิจัย ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ สามารถใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการเรียนรู้ระบบการทำงานของภาคอุตสาหกรรมและประยุกต์งานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาจากภาคอุตสาหกรรม โดยมีอาจารย์หรือนักวิจัยอาวุโสจากภาครัฐเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ และประเด็นปัญหาจากการดำเนินงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งวงการวิชาการ เนื่องจากเกิดองค์ความรู้ใหม่ที่สอดคล้องกับการพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ใหม่ วงการอุตสาหกรรม เพราะสามารถเข้าใจการแก้ไขปัญหาและพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็วและดีขึ้น

สำหรับรูปแบบของทุน IRF จะเป็นการร่วมสนับสนุน 3 ฝ่าย คือจาก สกว. ร้อยละ 25 จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐ ร้อยละ 25 และจากภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 50 ในด้านเงินสนับสนุนและองค์ความรู้ต่อยอด โดยรับทุนไม่เกิด 2 ปี ใน 2 รูปแบบ คือ ทุนนักวิจัย วุฒิปริญญาโท ทุนละ 1.06 ล้านบาท และวุฒิปริญญาเอก ทุนละ 1.8 ล้านบาท

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยถึงผลงานเด่นของนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ได้รับทุน IRF การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของน้ำหมักสมุนไพรพลูคาว โดย รศ.ดร.ธนเศรษฐ์ เสนาวงค์ จากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์ที่ปรึกษา, นายศุภวิชญ์ อุทัยวัฒน์ นักศึกษา และ บริษัท โพลแลค (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโดกุดามิ) มีเป้าหมายเพื่อเตรียมสารสกัดเพื่อศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของเครื่องดื่มน้ำหมักสมุนไพรพลูคาว โดยใช้เทคนิค HPLC ซึ่งข้อมูลที่ได้เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าเครื่องดื่มน้ำหมักสมุนไพรพลูคาวมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน โดยจากการทดลองกับเซลล์ม้ามของหนูแรท ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ม้ามของหนูแรท และมีแนวโน้มส่งเสริมการเจริญแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของเซลล์เป็นอย่างดี

Cr.วารสารวิทยาศาสตร์ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม 2559

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *